04 มี.ค. GeoAI: เมื่อ AI และ GIS ผสานพลัง สู่การตัดสินใจที่แม่นยำและชาญฉลาดกว่า
Posted at 14:45h
in Blog
ในแต่ละวันมีการสร้างแผนที่นับล้าน โดยเฉพาะแผนที่ที่อุดมไปด้วยข้อมูล ซึ่งช่วยให้บริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกสามารถวิเคราะห์แนวโน้มและตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้ โดยยุคทองของภูมิศาสตร์กับปัญญาประดิษฐ์นั้นคือ การวิเคราะห์เชิงพื้นที่ (Spatial Analysis) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการพิสูจน์มาอย่างยาวนาน ผสมผสานระหว่างศาสตร์ทางภูมิศาสตร์กับนวัตกรรมสมัยใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ตัวอย่างที่ชัดเจน: ผู้นำของบริษัทโลจิสติกส์ระดับโลกสามารถทำนายได้ว่าเครื่องบินจะต้องการอะไหล่หรือการบำรุงรักษาเมื่อใด ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างมาก และนี่คือตัวอย่างพลังแห่งการผสานระหว่างการวิเคราะห์เชิงพื้นที่กับ AI หรือที่เรียกว่า GeoAI
GeoAI: ก้าวกระโดดของระบบ GIS
การวิเคราะห์เชิงพื้นที่อาศัย ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) เป็นเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังการวิเคราะห์ข้อมูลแผนที่สำหรับภาครัฐและภาคธุรกิจ GeoAI ช่วย GIS พัฒนาไปอีกขั้น ด้วยความสามารถในการวิเคราะห์คาดการณ์อัตโนมัติ เพิ่มความแม่นยำ และเพิ่มประสิทธิภาพของข้อมูล
การผสาน GIS และ AI ทำให้องค์กรสามารถตั้งคำถามและหาคำตอบได้เร็วและครอบคลุมในระดับที่มนุษย์ไม่สามารถทำได้ ตัวอย่างเช่น
“ลูกค้าและทำเลที่ดีที่สุดของเราอยู่ที่ไหน และจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในอนาคต?”
“ทรัพยากรสำคัญอยู่ที่ใด และเราจะดำเนินการในพื้นที่นั้นได้อย่างไรโดยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม?
“สินทรัพย์หรือสถานที่ปฏิบัติงานของเราตกอยู่ในความเสี่ยงจากภาวะโลกร้อนหรือไม่ อาทิเช่น น้ำทะเลที่สูงขึ้น อากาศร้อน หรืออากาศที่เปลี่ยนแปลง?”
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องมหัศจรรย์ แต่มาจาก พลังของข้อมูลและระบบอัตโนมัติ ซึ่งช่วยให้การตัดสินใจมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งในเชิงการดูข้อมูลที่เกิดขึ้นในเวลานั้นๆ (real-time) และการวางแผนระยะยาว เครื่องมือชนิดนี้ยังโดดเด่นในด้านการจดจำภาพจากดาวเทียม โดรน และเครื่องบิน ผนวกกับความสามารถในการเข้าใจกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว จึงทำให้ AI กับการวิเคราะห์เชิงพื้นที่ (GIS) สามารถคัดกรองทุกพิกเซลได้อย่างรวดเร็วเพื่อค้นหาคำตอบได้อย่างแม่นยำ
ศักยภาพหลักของ GeoAI การรวม AI เข้ากับการวิเคราะห์เชิงพื้นที่นำไปสู่ 3 ‘ความสามารถหลัก’ ที่ทรงพลัง
1. ทำงานโดยอัตโนมัติซ้ำๆ ได้ในระดับที่กว้างขึ้น – เพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทางธุรกิจ เช่น การบริหารสินทรัพย์ ห่วงโซ่อุปทาน และการดำเนินงานต่างๆ
2. คาดการณ์แนวโน้มจากรูปแบบในอดีต – วิเคราะห์ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นและเสนอแนวทางแก้ไขตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้
3. ค้นหาสิ่งที่ซ่อนอยู่ในข้อมูลขนาดใหญ่ – นำข้อมูลด้านประชากรศาสตร์ เศรษฐกิจ และภูมิศาสตร์มาวิเคราะห์เพื่อหาโอกาสทางธุรกิจ
นอกจากนี้ GeoAI ยังถูกนำไปใช้เพื่อช่วยแก้ปัญหาที่ซับซ้อน เช่น การวิเคราะห์รูปแบบการใช้พลังงานของอาคารเพื่อหาแนวทางลดการใช้พลังงาน ซึ่งช่วยลดต้นทุนและส่งเสริมเป้าหมายด้านความยั่งยืน
เครื่องมือเปลี่ยนเกมสำหรับภาคธุรกิจและรัฐบาล
สำหรับผู้นำองค์กร GeoAI ช่วยเพิ่มความสามารถในการวิเคราะห์และตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วและยืดหยุ่น ระบบสามารถเปลี่ยนสมมติฐานและวิเคราะห์ซ้ำได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งช่วยให้บริษัทสามารถปรับตัวได้ดีขึ้นกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดและนโยบาย
GeoAI เป็นมากกว่าตัวช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ แต่กลายเป็น เครื่องมืออเนกประสงค์ที่สามารถใช้วางแผนห่วงโซ่อุปทาน การบริหารทรัพยากร และการประเมินผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจ เมื่อปัญหาซับซ้อนขึ้น GeoAI คือเครื่องมือที่ช่วยให้เราเข้าใจและจัดการกับความซับซ้อนเหล่านั้น ไม่ได้เป็นเพียงแค่การลดความยุ่งยาก แต่เป็นการช่วยให้เราคิดวิเคราะห์และตัดสินใจโดยอิงจากข้อมูลที่มีความแม่นยำสูง
สร้างอนาคตด้วย GeoAI
GeoAI และ เทคโนโลยี GIS สมัยใหม่ ช่วยให้ผู้นำในภาคธุรกิจและรัฐบาลมองเห็นสถานการณ์ปัจจุบันในรายละเอียดที่แม่นยำ และสามารถคาดการณ์อนาคตได้ดีขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การตัดสินใจที่ชาญฉลาดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น